ไทยโซน: คำถามที่พบบ่อย (FAQ)ประกาศข่าว RSS

ระวัง! “สแปม”จะมาเยือนคุณโดยไม่รู้ตัว

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า Spam Mail หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Unsolicited Commercial Email (UCE) ซึ่งหมายถึง 1 การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้รับไม่ได้ร้องขอ โดยส่วนมากจะมีจุดมุ่งหมายในการโฆษณาสินค้า โดยที่เราไม่รู้เลยว่าผู้ที่ส่งมานั้นเป็นใคร ความนิยมในการส่งสแปมเมลมีเพิ่มมากขึ้นจนมีจำนวนมากถึง 9-60 พันล้านต่อปี เนื่องจากความสามารถในการส่งข้อมูลซึ่งคล้ายกับการส่งจดหมายทั่วไป แต่มีความเร็วในการส่งสูงและมีต้นทุนที่ต่ำ ผู้ส่งสามารถส่ง Spam Mail จำนวนเป็นพันพร้อมกันในเวลาไม่กี่วินาทีโดยใช้ต้นทุนเพียงไม่กี่ร้อยบาท

Spam Mail ถือเป็นสื่อโฆษณาที่มีต้นทุนต่ำซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ได้ใช้ประโยชน์ในการโปรโมตสินค้าของตน แต่อย่างไรก็ตามมันก็ได้สร้างผลกระทบและความเสียหายไว้แก่ผู้รับอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือ ISP ที่ระบบต้องเสียหายหรือช้าลงไปจนผิดปกติเนื่องจากการได้รับ Spam Mail เป็นจำนวนมากจน Server ไม่สามารถรองรับได้ หรือผลกระทบที่เกิดต่อผู้รับ Spam Mail ที่ต้องเสียเวลาในการเปิดเมล์เหล่านี้และพบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ต้องการ

ที่สำคัญ ข้อมูลโดยมากที่มากับ Spam Mail มักจะเป็นข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับการขายสินค้าลามกอนาจาร ข้อมูลปลอม รวมถึงการแฝงเอาไวรัส หรือโปรแกรมต่างๆ ที่สามารถสร้างความเสียหายได้เข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ เปรียบเทียบง่ายๆกับการที่มีคนนำใบปลิวขายสินค้าที่เราไม่ต้องการมาใส่ไว้ในตู้จดหมายหน้าบ้านเราเป็นจำนวนหนึ่งพันแผ่นทุกๆวัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้รับจะต้องเสียเวลาในการคัดแยกจดหมายที่ต้องการออกจากใบปลิวและนำใบปลิวเหล่านี้ไปทิ้งทุกๆวัน

ปริมาณใบปลิวที่มากจนเต็มตู้จดหมายจนไม่สามารถจะรับจดหมายสำคัญจากไปรษณีย์ได้ เหล่านี้คือผลกระทบที่สร้างปัญหาให้กับผู้รับเป็นอย่างมาก

ผู้ใช้อีเมลหลายคนมีวิธีป้องกัน Spam Mail โดยการตั้ง Filter เพื่อกรองอีเมลที่เข้ามา โดยอีเมลจากบุคคลที่ผู้ใช้ไม่รู้จักจะถูกส่งให้ไปอยู่ใน junk email folder แต่เทคโนโลยีก็คือเทคโนโลยีซึ่งมักจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ คือบางครั้งอีเมลที่ผู้ใช้ต้องการก็อาจจะถูกส่งไปอยู่ใน junk email folder ทำให้พลาดอีเมลสำคัญไปในบางครั้ง

ในปี 2003 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการออก CAN-SPAM Act of 2003 มาควบคุม Spam Mail ซึ่งแม้จะทำให้จำนวน Spam Mail ลดลงแต่ก็ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาให้หมดไปได้ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีการกำหนดบทบัญญัติที่ออกมาควบคุม Spam Mail ไว้ในมาตรา 11 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ระบุว่า

“ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท”

หากพิจารณาถึงบทบัญญัติข้างต้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายได้กำหนดองค์ประกอบความผิดในเรื่อง Spam Mail ไว้ 2 ข้อคือจะต้องเป็นการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

1.โดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว ซึ่งมุ่งหมายถึงการปลอมแปลงหรือปกปิด IP Address ของผู้ส่ง

2.เป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ซึ่งจะต้องมีความรุนแรงพอสมควรโดยใช้มาตรฐานวิญญูชนเป็นเกณฑ์พิจารณา

บทบัญญัติข้างต้นได้กำหนดโทษไว้เพียงโทษปรับ ไม่มีโทษจำคุก แต่เป็นคดีที่ไม่สามารถยอมความได้

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นถกเถียงกันเกี่ยวกับบทบัญญัติข้างต้นว่า หาก Spam Mail นั้นไม่ได้ปกปิดแหล่งที่มา แต่ส่งมาเป็นจำนวนมากจนทำให้การทำงานของระบบผู้รับผิดปกติไป จะมีความผิดหรือไม่? อย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข เช่น หากผู้ส่งส่ง Spam Mail โดยเปิดเผยแหล่งที่มาให้พนักงานทุกคนในบริษัท ก. คนละหนึ่งฉบับ แต่ปริมาณทั้งหมดที่ส่งเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท ก. โดยปกติสุข ผู้ส่งจะมีความผิดหรือไม่ ในความเห็นของผู้เขียน บทบัญญัติเรื่อง Spam Mail นั้นน่าจะเป็นบทบัญญัติที่แตกออกมาจากมาตรา 10 ระบุว่า

“ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในกรณีที่การส่ง Spam Mail ให้แต่ละบุคคลจะไม่ได้มีปริมาณมาก แต่ก็สร้างความรำคาญ ทำให้เสียเวลาและทรัพยากรผู้รับในการอ่านและกำจัด Spam Mail เหล่านั้น และในส่วนของ ISP เองก็ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ใช้บริการของตนจำนวนมากได้รับ Spam Mail จนทำให้ระบบของ ISP ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ภายหลังจากที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่สมบูรณ์ ช่องโหว่ และข้อบกพร่องของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่าไม่มีกฎหมายใดที่บัญญัติขึ้นมาโดยปราศจากข้อบกพร่อง หากแต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของกฎหมาย IT ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาขึ้นตามเวลา เพียงแค่ให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจังโดยความร่วมมือของทั้งฝ่ายราชการและเอกชน ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เสือกระดาษหรือกฎหมายที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงอย่างที่หลายๆคนได้ให้ความเห็นไว้

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 31 ธันวาคม 2550

แก้ไขล่าสุด: 2008-01-01 21:05
ผู้เขียน: : thaizone

คุณไม่สามารถเพิ่มความคิดเห็นบทความนี้